วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระแก้วมรกต (ตำนารพระแก้วมรกต)


ตำนารพระแก้วมรกต

     ตำนารพระแก้วมรกต มีผู้จดจารึกไว้หลายทาง  เป็นภาษาบาลีก็มี เป็นอักษรขอมก็มี เป็นหนังสือไทยก็มี ไม่ปรากฎชื่อผู้จดจารึกไว้ ต่อมาจึงมีผู้จดจารึกของไทยบอกชื่อผู้แต่งคือ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หลวงวิจิตรวาทการ เป็นต้น ข้อความน้ันมีแตกต่างกันในรายละเอียด 
     ตำนารพระแก้วมรกต สรุปตรงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เมืองที่พระแก้วมรกตสถิตอยู่ตามกาลเวลาที่ล่วงมาที่พระแก้วมรกตเสด็จไปสถิตเมืองต่างๆน้ัน  โบราณท่านบอกว่า เพราะผู้สร้างอธิษฐานจิตไว้ว่าขอให้พระแก้วมรกตนี้จงสถิตอยู่ในประเทศที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา  องค์พระแก้วมรกตมีพระบรมสารีริกธาตุ ๗ องค์ สถิตอยู่ภายใน พระบรมสารีริกธาตุเป็นธาตุรู้  ย่อมเสด็จไปยังประเทศต่างๆ ด้วยตนเอง เหมือนพระธาตุปาฎิหารย์ เมืองใดที่คนไม่นับถือพระพุทธศาสนา พระแก้วมรกตจะไม่ประทับอยู่เมืองน้ัน  เมืองใดที่มีมหาชนนับถือพระพุทธศาสนาหรือพระพุทธศาสนารุ่งเรือง  พระแก้วมรกตจะเสด็จไปสถิตเมืองน้ัน  
     ตำนารการสร้างพระแก้วมรกตน้ัน ท่านจดไว้ตรงกันว่าสร้างที่เมืองปาฎลีบุตร  โดยพระอรหันต์องค์หนึ่งมีฤทธานุภาพมากคือ พระนาคเสนอรหันต์  ท่านเป็นพระอรหันต์มีเจโตวิมุตติจึงแสดงฤทธิ์ได้  ท่านเป็นพระอรหันต์เมืองพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ๕๐๐ ปี ท่านรำพึงว่าท่านเกิดมาไม่ทันพระบรมศาสดา  จึงใคร่จะสร้างพระปฎิมากรแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เคารพกราบไหว้บูชาเอง และเพื่อให้มหาชนได้เคารพกราบไหว้ด้วย  ท่านรำพึงว่าวุัตถุที่จะสร้างพระปฎิมากรนี้ ควรเป็นวุัตถุธาตุที่ไม่บุบสลายอย่างหนึ่ง  เป็นวัตถุธาตุที่มีค่าสูงสุดอย่างหนึ่ง  ท่านจึงเข้าญานสมาบัติถึงขั้นจตุตถฌาน ก็ได้พบแก้วมรกตก้อนใหญ่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีเทวดารักษาไว้  ท่านจึงเข้าฌานติดต่อเจ้าของแก้วมรกตนั้นขอนำมาสร้างพระปฎิมากร  เมื่อเจ้าของยินดีอนุญาตแล้ว  ท่านจึงไปนำมาด้วยอิทธิวิธีแห่งพระอรหันต์ เมื่อท่านจะสร้างเป็นรูปพระปฎิมากร ท่านก็ปรารภหาช่างแกะสลัก เพราะการแกะสลักแก้วมรกตน้ันต้องใช้ช่างแก้วเจียระไนโดยเฉพาะ ครั้งน้ันพระอินทราธิราชในดาวดึงส์ได้ทราบเจตนาอันแรงกล้าของท่าน จึงเชิญพระวิษณุกรรมลงมาหาท่าน รับอาสาสลักให้จนสำเร็จเป็นพระปฎิมากรแก้วมรกต  พระนาคเสนเถระอรหันต์  อธิษฐานด้วยอิทธิฤทธิ์อาราธนาให้พระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสถิตในพระแก้วมรกต ๗ องค์ คือ ประทับที่พระเกตุมาลา พระนลาฎ พระอุระ พระอังสาทั้งสองข้าง พระชานุทั้งสองข้าง รวม ๗ องค์  ครั้นแล้วท่านก็ปรารภถึงกาลอนาคคว่าพระแก้วมรกตนี้จะเสด็จไปประทับในเมืองที่ใดบ้าง  ท่านก็ทราบด้วยญาณว่าพระแก้วมรกตนี้ จะเสด็จไปประทับในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา 


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระแก้วมรกต (คำนำ)



คำนำ

     พระแก้วมรกต  เป็นพระปฎิมากร  แทนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแต่พุทธศักราช ๕๐๐ จนถึงบัดนี้เป็นเวลานานถึง ๒,๐๐๐ ปีเศษ  จึงนับว่าเป็นพระพุทธรูปเ่ก่าแก่ที่สุด มีค่าที่สุด เรียกว่า ค่าควรเมือง 
ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ในประเทศนี้เท่าเทียมเลย  เสด็จวนเวียนอยู่ในภาคพื้นสุวรรณภูมินี้มานานนับพันปี  พุทธศาสนิกชนทุกคน  ต้ังแต่พระราชามหากษัตริย์ลงมาจนถึงสาธุชนชาวบ้าน  ล้วนแต่เคารพบูชาอย่างสูงสุด  ยึดเอาพระแก้วมรกตเป็นที่พึ่งที่ระลึกมาหลายชั่วคนจนไม่สามารถนับชั่วคนได้  พระพุทธยอดฟ้าฯ ถึงแก่ต้ังชื่อกรุงว่า กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศมหาสถาน สักทัตอวตารสถิต  แปลว่า  กรุงแก้วของพระอินทร์อวตารมาสถิต หมายความว่ายกกรุงมอบให้เป็นกรุงของพระแก้วมรกตโดยตรง  ทรงสร้างเครื่องทรงให้สองฤดู คือ ฤดูร้อน และฤดูฝน  พระนั่งเกล้าฯ ทรงสร้างเครื่องทรงฤดูหนาวเพิ่มให้ทรงอีกฤดูหนึ่ง  และเป็นประเพณีของพระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จมาเปลี่ยนเครื่องทรงให้ตามฤดูกาลมิเคยขาดเลย  แสดงถึงความเคารพบูชาพระแก้วมรกตนี้มากมายสูงสุดเพียงใด  ทรงพระราชทานพระนามเฉลิมอภิไธยพระแก้วมรกตองค์นี้ว่า   พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรแก้วมรกต 
     พระแก้วมรกตสถิตอยู่ทางเมืองเหนือที่เมืองลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ เป็นเวลานานหลายร้อยปี ชาวเมืองเหนือเรียกพระแก้วมรกตตามภาษาชาวเหนือว่า พระเจ้าแก้ว  เมื่อไปอยู่เมืองเวียงจันทน์อีก ๒๐๕ ปี ชาวเมืองเวียงจันทร์ก็เรียกว่า พระเจ้าแก้วมรกต  
     ต่อมาเมื่อพระพุทธยอดฟ้า ฯ อัญเชิญลงมายังกรุงธนบุรีในปีพ.ศ. ๒๓๒๓ จึงเรียกกันว่า  พระแก้วมรกต ตามภาษาชาวเมืองใต้ นับตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๓๒๓ เป็นต้นมา 
     พระแก้วมรกตองค์นี้ เคยวนเวียนเสด็จไปสถิตอยู่ตามเมืองสำคัญมาแล้วหลายเมือง คือ 
     ๑. เมืองปาฎลีบุตร คือเมืองไชยาสมัยโบราณ เรียกว่า เมืองปาฎลีบุตร
     ๒. เมืองลังกาวี ฝั่งทะเลอันดามัน
     ๓. นครธม ประเทศกัมพูชา
     ๔. อยุธยา กรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา
     ๕. กำแพงเพชร
     ๖. ลพบุรี
     ๗. นครเขลางค์ คือเมืองลำปาง
     ๘. เชียงราย
     ๙. นพบุรีศรีนครพิงค์ คือเชียงใหม่
     ๑๐.กรุงศรีสัตนาคตหุด คือ เวียงจันทน์
     ๑๑.กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร
     ๑๒.กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์
     
     เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพา ประเทศญี่ปุ่นบุกรุกประเทศไทย  บังคับให้ยอมร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตรน้ัน จอมพล ป. พิบูลสงครามได้อธิษฐานถวายเมืองไทยไว้กับพระแก้วมรกต  โดยไปทำสัญญากับประเทศญี่ปุ่นในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนสดาราม  ต่อหน้าพระพักตร์ของพระแก้วมรกต นับเป็นคร้ังแรกที่ไทยทำสัญญากับต่างประเทศในโบสถ์ เพื่อให้พระแก้วมรกตทอดพระเนตรเห็นเป็นทิพยพยานและอภิบาลรักษาชาติศาสนา เราไม่มีที่พึ่งอย่างอื่นแล้วจึงฝากประเทศชาติ ศาสนาไว้กับพระแก้วมรกต
     ๓ ปีต่อมา ประเทศไทยโดยนายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ประกาศสันติภพเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๗ คือประกาศอิสรภาพ ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นและฝรั่งฝ่ายสัมพันธมิตรที่ชนะสงคราม ญี่ปุ่นออกไป แต่มีทหารสัมพันธมิตรเข้ามาเต็มเมือง ไทยต้องไปทำสัญญากับฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประเทศศรีลังกา  ฝรั่งเศสยื่นคำขาดขอเอาพระแก้วมรกตกลับคืนไปยังเมืองลาว  เมืองขึ้นของฝรั่งเศส แต่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ไม่ยอมเจรจาด้วยแล้วเดินออกจากที่ประชุม เป็นผลให้ฝรั่งเศสเลิกพูดเรื่องพระแก้วมรกตอีกต่อไป  
     ข้าพเจ้าเชื่อในพระพุทธานุภาพว่าอานุภาพของพระแก้วมรกตว่าได้อภิบาลรักษาประเทศชาติ ศาสนาไว้ได้ตามที่จอมพล ป. พิบูลสงครามอธิษฐานจิตฝากบ้านเมืองไว้เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๔
     และสิ่งนี้คือเครื่องดลจิตดลใจให้เขียนหนังสือเรื่อง สมเด็จพระแก้วมรกต ขึ้นในคราวนี้ปรารถนาจะเผยแพร่ให้สาธุชนทราบตำนารของพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง 

                                              เทพ  สุนทรศารทูล
                                              ๓ ตุลาคม ๒๕๔๔  

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐