วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

สมเด็จพระแก้วมรกต (เมืองที่พระแก้วมรกตประทับ)


เมืองที่พระแก้วมรกตประทับ

     ตำนารพระแก้วมรกต กล่าวไว้ตรงกันเมืองที่พระแก้วมรกตเสด็จประทับคือ
     ๑. เมืองปาฎลีบุตร คือเมืองไชยาแต่โบราณ เรียกว่า เมืองปาฎลีบุตร* 
     ๒. เมืองลังกา เข้าใจว่าเกาะลังกาหรือเกาะสิงหล ที่แท้คือเกาะลังกาฝั่งทะเลอันดามัน เนื่องจากถูกขอมมาตีเมืองนครศรีธรรมราช คนไทยจึงเอาพระแก้วมรกตหนีไปซ่อนที่เมืองเล็กๆ คือ เกาะลังกาวีในเขตประเทศไทยนี้เอง
     ๓. กัมพูชา  ต่อมาขอมมาตีเมืองนครศรีธรรมราชอีกเมื่อทราบว่าพระแก้วมรกตอยู่ที่เกาะลังกาวี จึงตามไปอัญเชิญนำไปประดิษฐานที่เมืองนครธม  เมืองหลวงเก่าของประเทศกัมพูชา
     ๔. อยุธยา  เมื่อขุนหลวงพะงั่ว แห่งกรุงศรีอยุธยาไปตีนครธมแตก ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ในกรุงศรีอยุธยาโดยเอาไปประดิษฐานไว้ที่เมืองสุพรรณบุรี
     ๕. กำแพงเพชร  ต่อมาเมื่อท้าวยุธิษฐิระหรือท้าวยุธิษเฐียร เจ้าเมืองกำแพงเพชรมีอำนาจ ด้วยเป็นพี่มเหสีของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา จึงมาขอพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองกำแพงเพชร
     ๖. ลพบุรี  ต่อมาเจ้าเมืองละโว้  หรือลพบุรี  ได้มาตีเมืองกำแพงเพชรแตก  แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองลพบุรี
     ๗. ลำปาง  ต่อมาเมืองลพบุรีอ่อนแอลง  เจ้าเมืองลำปางมาตีเมืองลพบุรีแตก แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่เมืองลำปาง
     ๘. เชียงราย เมื่อพ่อขุนเม็งรายสร้างเมืองเชียงรายขึ้นแล้ว จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่เมืองเชียงราย
     ๙.  เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อพ่อขุนเม็งรายสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ ต้ังแต่ พ.ศ. ๑๘๓๙ จนถึงพ.ศ. ๒๐๐๘ เป็นเวลานานถึง ๑๖๙ ปี
     ๑๐.เมืองเวียงจันทน์  พระเจ้าไชยเชษฐา หลานพระเจ้าล้านช้างครองเมืองเชียงใหม่ แล้วไปครองเมืองเวียงจันทน์ จึงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ที่เมืองเวียงจันทน์ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๐๐๘ จนถึง พ.ศ.๒๓๒๓ เป็นเวลานาน ๒๑๕ ปี
     ๑๑. ธนบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เจ้าพระยาจักรีฯ ไปตีเมืองเวียงจันทน์แตก แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ที่วัดอรุณราชวราราม เมืองธนบุรีต้ังแต่พ.ศ. ๒๓๒๓ จนถึงพ.ศ. ๒๓๒๗
     ๑๒. กรุงเทพฯ  พระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคตแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกเป็นพระพุทธยอดฟ้า ฯ ต้ังกรุงเทพมหานคร สิ่งแรกที่พระองค์ทรงสร้างคือวัดพระแก้ว  และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ.๒๓๒๗ แล้วเฉลิมพระนามกรุงว่า  กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์ มหาสุานสักทัตอวตาตสถิต  แปลว่า กรุงพระแก้วมรกตนั่นเอง  ( กรุงแก้วของพระอินทร์ หมายถึงพระแก้วมรกตที่พระอินทร์มาสถิตรักษาไว้)
     แปลตรงๆว่า ทรงอุทิศถวายกรุงให้เป็นกรุงของรพระแก้วมรกตองค์นี้ นี่คือพระราชศรัทธาในพระรัตนตรัยอันสูงสุดของพระองค์   
     พระแก้วมรกต จึงสถิตอยู่ในกรุงเทพฯ มาต้ังแต่พ.ศ. ๒๓๒๗ เป็นต้นมา นับจนถึงปัจจุบันนี้

     พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวินัจฉัยว่า พระแก้วมรกตไม่ใช่พุทธศิลป์ชาวอินเดีย แต่เป็นพุทธศิลป์ของช่างไทยทางเหนือ
     ปัจจุบันนี้มีผู้มีความรู้ทางพุทธศิลป์เชื่อว่า พระแก้วมรกตเป็นฝีมือช่างไทย เพราะพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธรูปทางเชียงแสนหรือพุทธรูปทางเมืองนครศรีธรรมราชเดิม 




     *ตำนารที่ว่าพระแก้วมรกต  สร้างที่เมืองปาฎลีบุตรน้ัน มักเข้าใจกันว่าอยู่ในประเทศอินเดียหรือชมพูทวีปในสมัยโบราณ  แต่ภายหลังมีผู้ศึกษา(นายธรรมทาส พานิช )น้องชายพระธรรมโกศาจารย์)พบว่ามีเมืองหนึ่งในสุวรรณภูมินี้มีชื่อว่า เมืองปาฎลีบุตร  เมื่อสมัยโบราณคือเมืองไชยา  เรียกชื่อแต่โบราณว่าเมืองปาฎลีบุตร 
    
  









   

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

สมเด็จพระแก้วมรกต (พุทธานุภาพพระแก้วมรกต)

พุทธานุภาพพระแก้วมรกต

     เมื่อสงครามโลกคร้ังที่๒ สงบลงแล้ว  ไทยต้องเสียค่าปฎิมากรรมสงครามเป็นข้าวสารหลายพันตันให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเรียกร้องจะเอาพระแก้วมรกตคืนไปเวียงจันทน์ ในสมัยน้ันม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กล่าวในที่ประชุมว่าไทยจะไม่ยอมเจรจาด้วยต่อไป ถ้าหากเรียกร้องเอาพระแก้วมรกต  แล้วเดินออกจากห้องประชุม ในที่สุดฝรั่งเศสจึงเลิกเรียกร้องเอาพระแก้วมรกต 
     เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองไทยไว้ เมื่อพ.ศ.๒๔๘๔ นั้น จอมพลป.พิบูลสงครามยึดเอาพระแก้วมรกตเป็นที่พึ่งสุดท้าย คือเชิญฝ่ายญี่ปุ่น ไปทำสัญญากันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในทีสุดญี่ปุ่นแพ้สงคราม  แต่ไทยประกาศสันติภาพไม่ยอมแพ้ และไทยได้มีเอกราชมาทุกวันนี้  
    สมัยสงครามโลกครั้งที่๒ จอมพลป.พิบูลสงครามได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปซ่อนไว้ในถ้ำฤษีสมบัติที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเมื่อสงครามยุติลง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงษ์ ได้ให้พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป)  เจ้าอาวาสวัดโพธิสมพร จังหวัดอุดรธานีไปอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  
     พุทธศานิกชนผู้มีศรัทธา  สวดมนต์อธิษฐานจิต ยึดเอาพระแก้วมรกตเป็นที่พึ่ง ล้วนสมความปรารถนา พ้นจากทุกข์ในสิ่งที่ไม่ปรารถนามาแล้วทุกคน   

       คาถาบูชาพระแก้วมรกต

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ  (๓ จบ)

     วาละลุกัง  สังวาตังวา (๓ จบ)  
   


(โปรดติดตามตอนต่อไป)